วิตามินซี ประโยชน์และโทษที่คุณควรรู้

วิตามินซี ประโยชน์และโทษที่คุณควรรู้

วิตามินซี ประโยชน์และโทษที่คุณควรรู้

โดยในวันนี้เว็บของเราเว็บ redvida.org ก็จะมีบทความดีๆเกี่ยวกับ สุขภาพ โดยในวันนี้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ วิตามินซี มาฝากทุกๆคนกัน และหวังว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกๆคนกัน

วิตามินซี ประโยชน์และโทษที่คุณควรรู้

วิตามินซี ประโยชน์และโทษที่คุณควรรู้

วิตามินซี (ภาษาอังกฤษ: Vitamin C) เป็นหนึ่งในวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย เนื่องจากมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างภูมิต้านทาน ต่อต้านอนุมูลอิสระและช่วยบำรุงผิวพรรณได้เป็นอย่างดี ดังนั้นคนเราจึงต้องเสริมวิตามินซีให้เพียงพอต่อร่างกายอยู่เสมอ โดยเราสามารถหาวิตามินซีได้จากพืชผักผลไม้ทั่วไป โดยเฉพาะผลไม้รสเปรี้ยว และจากวิตามินซีที่อยู่ในรูปของอาหารเสริม แต่ทั้งนี้ การได้รับวิตามินซีในปริมาณที่มากเกินไป ก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน ดังนั้น เราจึงควรศึกษาเกี่ยวกับทั้งประโยชน์และโทษของวิตามินซี รวมถึงวิธีการรับประทานวิตามินอย่างถูกต้องและเหมาะสม

8 เรื่องควรรู้เกี่ยวกับวิตามินซี

วิตามินซี มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ จึงสามารถซึมซับเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพในการต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยขับสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งยังบำรุงผิวพรรณให้ขาวกระจ่างใส ลดปัญหาสิว ฝ้า กระ หมดกังวลเรื่องปัญหาผิวเสียไปได้เลย
มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างคอลลาเจน และซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพให้สมบูรณ์ ทั้งยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูเนียนใส พร้อมฟื้นบำรุงผิวที่แห้งกร้านจากการถูกแดดเผาให้กลับมาเรียบเนียน และดูมีสุขภาพผิวดีอีกครั้ง
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมธาตุเหล็ก เหมาะกับผู้ที่ขาดธาตุเหล็กหรือร่างกายสามารถดูดซึมธาตุเหล็กได้น้อย โดยวิตามินซีจะทำให้ร่างกายของเรามีความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น และได้รับปริมาณธาตุเหล็กและวิตามินซีที่เพียงพอในแต่ละวัน
ความเครียดจะทำให้วิตามินซีถูกสลายไปอย่างรวดเร็ว หากคุณเป็นผู้ที่มีความเครียดสูง วิตามินซีจะถูกดึงไปใช้เพื่อปรับสภาพอารมณ์ในปริมาณมาก ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงความเครียดและหมั่นทำกิจกรรมเพื่อการผ่อนคลายอยู่บ่อยๆ เพื่อให้วิตามินที่รับประทานเข้าไปไม่สลายรวดเร็วเกินไป
ศัตรูของวิตามินคือ แสง ออกซิเจน บุหรี่ ความร้อนและน้ำ ซึ่งหากได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านี้นานๆ จะทำให้วิตามินซีสลายไปอย่างรวดเร็ว และทำให้ร่างกายขาดวิตามินซีในที่สุด
การรับประทานวิตามินซีในปริมาณที่มากเกินไปก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ตัวอย่างเช่น อาจทำให้เกิดอาการท้องร่วง ปัสสาวะบ่อย เป็นนิ่วหรือมีผื่นผิวหนัง และยังอาจทำให้ผลการตรวจวินิจฉัยโรคบางโรคแปรปรวนไปจากความเป็นจริง เพราะฉะนั้นจึงควรรับประทานวิตามินซีในปริมาณที่พอเหมาะ และหลีกเลี่ยงการรับประทานวิตามินซีเสริมเมื่อต้องตรวจวินิจฉัยโรค เช่น โรคมะเร็ง เพื่อให้ผลตรวจออกมาตรงตามความเป็นจริงมากที่สุด
ปริมาณวิตามินซีที่ควรได้รับคือ 60 มิลลิกรัมต่อวันในคนปกติ ส่วนในหญิงตั้งครรภ์หรือผู้สูงอายุควรได้รับวิตามินซีมากขึ้น โดยอยู่ที่ประมาณ 70-96 มิลลิกรัมต่อวัน
การรับประทานวิตามินซีให้ได้ประโยชน์อย่างสูงสุด ควรรับประทานหลังมื้ออาหารหรือพร้อมอาหาร เพราะวิตามินซีจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารและวิตามินซีไปใช้งานได้ง่ายขึ้น และไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารด้วย
วิตามินซีในผักและผลไม้

โดยปกติแล้วเราสามารถหาวิตามินซีได้จากธรรมชาติ โดยเฉพาะในพืชผักผลไม้ทั่วไป ซึ่งแหล่งวิตามินซีที่พบได้มากที่สุด มีดังนี้

1. มะขามป้อม
มะขามป้อม (Indian Gooseberry) มีวิตามินซีประมาณ 276 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม นิยมนำมารับประทานเพื่อให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า และเป็นยารักษาโรคต่างๆ ซึ่งประโยชน์ของมะขามป้อม มีดังนี้

บรรเทาอาการไอและอาการเจ็บคอ ทั้งมีส่วนช่วยในการละลายเสมหะได้เป็นอย่างดี
บรรเทาอาการหวัด ลดไข้ ตัวร้อน
ช่วยให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีชีวิตชีวา และรู้สึกตื่นตัวมากขึ้น

2. ฝรั่ง
ฝรั่ง (Guava) มีวิตามินซีประมาณ 160 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม สามารถกินได้ทั้งแบบสดๆ แล้วจิ้มกับพริกเกลือ หรือจะนำมาทำเป็นฝรั่งแช่อิ่ม แช่บ๊วยก็ได้ แต่แนะนำให้รับประทานแบบสดๆ จะได้วิตามินซีและสารอาหารที่ดีในปริมาณมากกว่า โดยเฉพาะที่เปลือก จะมีวิตามินซีอยู่มากที่สุด โดยฝรั่งมีประโยชน์ ดังนี้

ลดไขมันในเลือด ป้องกันและบรรเทาโรคเบาหวาน พร้อมทั้งช่วยปรับระดับความดันให้อยู่ในระดับที่ปกติ
มีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ป้องกันโรค และอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่จะทำให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่ง และช่วยต้านเชื้อโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
มีฤทธิ์เป็นยาระบาย แก้อาการท้องผูกและช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
บรรเทาอาการปวดฟัน และเสริมสร้างเหงือกและฟันให้แข็งแรง ทั้งยังลดอาการอักเสบของเหงือกได้

3. กีวี
กีวี (Kiwi) มีวิตามินซีประมาณ 105 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม มีรสชาติหวานอร่อย ทั้งยังมีกากใยสูงและแคลอรี่ต่ำ จึงไม่ต้องห่วงว่ารับประทานแล้วจะอ้วน อีกทั้งยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่มีประโยชน์อีกมากมาย ซึ่งประโยชน์ของกีวีนั้น มีดังนี้

บรรเทาอาการเจ็บคอ ขับเสมหะ พร้อมทั้งบรรเทาอาการไอได้เป็นอย่างดี
อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ให้คุณดูอ่อนเยาว์ลง และมีสุขภาพที่แข็งแรงมากขึ้น
มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนัก สลายไขมันส่วนเกิน โดยควรรับประทานกีวีก่อนมื้ออาหาร จะช่วยให้รู้สึกอิ่มและรับประทานอาหารมื้อนั้นได้น้อยลง
ป้องกันอาการท้องผูก เหมาะกับคนที่มักจะท้องผูกบ่อยๆ และยังช่วยให้ระบบการขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

วิตามินซีในรูปของอาหารเสริม

นอกจากจะหาวิตามินซีได้จากพืชผักผลไม้ทั่วไปแล้ว เรายังสามารถรับประทานวิตามินซีได้จากวิตามินเสริมเช่นกัน โดยมีประโยชน์ตรงที่รับประทานง่ายและอาจเห็นผลของวิตามินทันใจกว่าการรับประทานแบบอาหาร แต่อย่างไรก็ตาม เราควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อควรระวังของการรับประทานวิตามินซีเสริมเสียก่อน

วิตามินซีเสริมนั้น มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบเม็ด แคปซูล น้ำเชื่อม ลูกอมหรือแบบผง ส่วนจะเลือกรับประทานแบบไหนดีนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกและความชอบ

มีส่วนช่วยในการต้านสารอนุมูลอิสระ ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ มีความเปล่งปลั่งยิ่งขึ้น
มีฤทธิ์เป็นยาระบาย แก้ปัญหาท้องผูก และช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดียิ่งขึ้น แต่หากรับประทานมากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดอาการท้องเสียแทนได้
ช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง เพราะวิตามินซีจะทำหน้าที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติ และขจัดสิ่งแปลกปลอมในร่างกายออกไป
ป้องกันการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย แถมยังลดอาการไข้หวัดได้ และต่อต้านเชื้อไวรัสต่างๆ

วิตามินซีแบบฉีด

เป็นวิตามินซีเสริมที่ใช้ฉีดเข้าสู่เส้นเลือดโดยตรง โดยประสิทธิภาพในการบำรุงผิวนั้นก็ไม่ค่อยต่างจากวิตามินแบบรับประทานหรือวิตามินซีจากธรรมชาติสักเท่าไหร่ เพียงแต่จะเห็นผลเร็วขึ้นประมาณ 1 เท่า
จะมีเพียงบางส่วนของวิตามินซีฉีดเท่านั้นที่ถูกดึงไปบำรุงผิวพรรณ โดยส่วนที่เหลือจะถูกขับออกทางปัสสาวะโดยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย

การรับประทานวิตามินซีให้ถูกวิธีและถูกเวลา

สำหรับการรับประทานวิตามินซีให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ตามความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าเวลาไหนเราก็สามารถเลือกรับประทานวิตามินซีได้ทั้งนั้น แต่ควรเลือกรับประทานให้เป็นประจำทุกวันอย่างสม่ำเสมอ ทว่าหากให้ดี คุณควรเลือกรับประทานวิตามินตามเวลาและปริมาณต่อไปนี้

ควรเลือกรับประทานเป็นช่วงเช้า ประมาณ 09.00-10.00 น. หลังรับประทานอาหารเสร็จแล้ว เพราะจะช่วยให้วิตามินซีดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี สามารถนำไปใช้ได้โดยมีตัวนำพา
จะต้องรับประทานวิตามินซีในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ซึ่งจะอยู่ที่ 1,000-2,000 มิลลิกรัมขึ้นไป

หากเป็นไปได้ ควรเลือกรับประทานเป็นวิตามินซีจากธรรมชาติ ซึ่งหาได้จากผักและผลไม้มากกว่าวิตามินซีอัดเม็ด
อย่างไรก็ตาม เราก็ควรทราบด้วยว่า แม้จะสามารถรับประทานวิตามินซีได้ทุกช่วงเวลาที่ต้องการ แต่การจะได้รับวิตามินซีให้เพียงพอต่อวัน ยังมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งอาจทำให้วิตามินซีเสื่อมสลายรวดเร็วเกินไป นั่นคือ เมื่อวิตามินซีสัมผัสโดนออกซิเจน ความร้อน และความชื้นในอากาศ

วิตามินซีทำให้ผิวขาวใสจริงหรือ

วิตามินซีดูเหมือนจะเป็นอาหารเสริมที่ได้รับความนิยมในหมู่คนรักความงาม โดยเฉพาะในเรื่องความขาวใสของผิว ซึ่งคำตอบคือ: ความขาวที่ได้รับหลังการรับประทานวิตามินซีเข้าไป สามารถเป็นไปได้จริง